ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่หลบหนีความรุนแรงในพม่า ได้บอกเล่าเรื่องราวถึงวิธีที่กองกำลังรักษาความมั่นคงของรัฐบาลพม่าข่มขืนผู้หญิง ปาดคอฆ่าผู้คน และโยนเด็กเล็กเข้ากองเพลิงของบ้านที่กำลังถูกเผา ผู้แทนพิเศษสหประชาชาติกล่าวหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนบังกลาเทศ
ยางฮี ลี กล่าวว่า เรื่องราวต่างๆ ที่ถูกบอกเล่าโดยชาวโรฮิงญาที่ข้ามพรมแดนเข้ามาในยังกลาเทศตั้งแต่การปราบปรามเริ่มต้นขึ้นในเดือน ตุลาคม ชี้ให้เห็นว่าความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางมากกว่าที่เคยตระหนักในทีแรก
“ไม่มีเรื่องใดสักเรื่องที่จะไม่ปรากฏเรื่องราวทรมานจิตใจ” ผู้สังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนระบุในคำแถลงฉบับหนึ่งหลังเสร็จสิ้นการเยือนบังกลาเทศเป็นเวลา 4 วัน เมื่อวันศุกร์ (24)
“ที่กระทบจิตใจมากที่สุดเป็นเรื่องของแม่คนหนึ่งที่เสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะเข้าใจผิดคิดว่าลูกชายของเธอถูกนำตัวออกจากมาบ้านที่กำลังไหม้แล้ว แต่เธอได้ยินเสียงร้องของลูก และพยายามช่วยชีวิตออกมา แต่เด็กก็ต้องทนทรมานจากบาดแผลไฟไหม้ ซึ่งฉันได้เห็นบาดแผลเหล่านั้นด้วยตาของตัวเอง” ยางฮี ลี กล่าว
ลี ระบุว่า ได้รับฟังข้อกล่าวหามากมายถึงเรื่องราวอันน่ากลัว ที่รวมทั้งการฆ่าปาดคอ จุดไฟเผาบ้านที่มีคนถูกมัดอยู่ข้างใน และเด็กเล็กทุกคนถูกโยนเข้ากองไฟ
ชาวโรฮิงญาเกือบ 73,000 คน ได้เดินทางมาในบังกลาเทศตั้งแต่ทหารเริ่มปฏิบัติการปราบปรามกวาดล้าง 4 เดือน ในรัฐยะไข่ ที่สหประชาชาติระบุว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นอาจเทียบได้กับการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
ชาวโรฮิงญาไร้สัญชาติ ที่ส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยมุสลิม ต้องประสบต่อการเลือกปฏิบัติในพม่ามาเป็นระยะเวลานาน ด้วยชาวพม่าจำนวนมากมองว่า ชาวโรฮิงญาเป็นผู้อพยพผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ
ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ในเวลานี้อาศัยอยู่ในค่ายพักชั่วคราวในเมืองคอกซ์บาซาร์ ของบังกลาเทศ ติดพรมแดนรัฐยะไข่
พม่า ระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารที่เริ่มขึ้นเมื่อเดือน ตุลาคมนั้น มีเป้าหมายที่จะค้นหาตัวผู้ก่อเหตุโจมตีด่านชายแดนตำรวจในรัฐยะไข่ และปฏิบัติการดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว
นางอองซานซูจี เผชิญต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลวที่จะแสดงการต่อต้านปฏิบัติการปราบปรามรุนแรงที่เกิดขึ้น
ลี กล่าวหาพม่าต่อการเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเรียกร้องให้ทางการดำเนินการป้องกันไม่ให้เหตุละเมิดสิทธิเกิดขึ้นอีก และสืบสวนข้อกล่าวหาต่างๆ
ฝ่ายทางการบังกลาเทศ ประเมินว่า มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา 400,000 คน อาศัยอยู่ในประเทศเวลานี้ รวมทั้งผู้ที่อพยพเข้ามาใหม่ และรัฐบาลกรุงธากาได้อนุมัติแผนย้ายถิ่นฐานผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาเหล่านี้ไปอาศัยอยู่บนเกาะ
