เมื่อวันอังคาร(11 กรกฎาคม)ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป ECHR ออกำคำตัดสินยืนตามรัฐบาลเบลเยียมในกฎหมายห้ามสวมผ้าคลุมฮิญาบแบบปิดหน้าในที่สาธารณะ โดยอ้างว่า เพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล และเป็นหลักประกันต่อสังคมเบลเยียมใน “การอยู่ร่วมกัน” และ “ประกันสิทธิและเสรีภาพของบุคคลรอบข้าง”

หนังสือพิมพ์ดิอินดีเพนเดนต์ ของอังกฤษ รายงานว่า คณะผู้พิพากษาออกคำแถลงว่า การประกาศบังคับใช้คำสั่งห้ามทั่วประเทศ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี2011 นั้นไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและชีวิตครอบครัว และเสรีภาพในการนับถือศาสนา หรือการกีดกันทางกฎหมาย

ทั้งนี้ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป ECHR พบว่า เบลเยียมมีสิทธิ์ในการประกาศห้ามเพื่อจุดประสงค์ให้หลักประกันต่อหลักการ “การอยู่ร่วมกัน” และ “ประกันสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น” นั้นสามารถยังคงอยู่ต่อไป

ซึ่งในคำตัดสินได้ระบุว่า รัฐบาลเบลเยี่ยมจำเป็นต้องออกกฎหมายฉบับนี้เพื่อตอบโต้ต่อ “แบบปฎิบัติ” ที่ทางเบลเยียมเชื่อว่า “ไม่สอดคล้องไปกับสังคมเบลเยียม ที่ให้ความสำคัญกับการติดต่อสัมพันธ์อย่างเปิดกว้างในสังคม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการให้หลักประกันว่า “สังคมประชาธปไตยตามแบบเบลเยียม” จะยังคงเดินหน้าต่อไปได้”

นอกจากนี้ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป ECHR ยังได้สั่งยกฟ้อง 2 คดีในลักษณะเดียวกันที่ถูกยื่นเข้ามา

โดยในคดีแรกยื่นฟ้องต่อคำสั่งห้ามสวมผ้าคลุมฮิญาบแบบปิดหน้า (นิกอบ หรือ บูรเกาะ) ซึ่งผู้ยื่นฟ้องเป็นหญิงมุสลิม 2 คนคือ Samia Belcacemi และ Yamina Oussar

ทั้งนี้ทีแรกคนทั้งคู่ต้องการให้การประกาศห้ามสวมผ้าคลุมฮิญาบในที่สาธารณะทั่วเบลเยียมนั้น ต้องถูกระงับในชั้นศาลรัฐธรรมนูญเบลเยียม

และคนทั้งคู่ยังได้ชี้แจงต่อศาลถึงผลกระทบในชีวิตประจำวันของเธอทั้งสองหลังมีการบังคับกฎหมายฉบับนี้ออกมา

ซึ่ง Samia Belcacemi กล่าวว่า เธอตั้งใจว่าจะคลุมฮิญาบปิดหน้าต่อไป แต่ทว่าไม่สามารถทำได้เพราะจะทำให้เธอต้องถูกจับกุม หรือถูกปรับตามกฎหมายที่ประกาศใช้ ส่วน Yamina Oussar ว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวบังคับให้เธอต้องอยู่แต่ภายในบ้าน

สำหรับคดีที่ 2 เป็นคดียื่นฟ้องขอให้กฎหมายที่ถูกบังคับใช้ห้ามสวมผ้าคลุมฮิญาบแบบปิดหน้าใน 3 เมืองของเบลเยียมเมื่อปี 2008 โดย Fouzia Dakir เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง หลังกฎหมายประกาศห้ามออกมา เกิดขึ้น 3 ปีก่อนหน้าทางเบลเยี่ยมจะออกกฎหห้ามสวมนิกอบ หรือบูร์กาทั่วปรเทศ

ซึ่งการห้ามสวมผ้าคลุมฮิญาบในปี 2008 นั้นเกิดขึ้นที่เมืองเปปินสเตอร์( Pepinster) เมืองไดซัน( Dison) และเมืองเวอร์เวียร์ส( Verviers)

โดยในคำฟ้องของ Fouzia Dakir อ้างว่า กฎหมายห้ามใน 3 เมืองนี้ ได้ละเมิดสิทธิของเธอที่สวมนิกอบ ซึ่งถูกคุ้มครองภายใต้ปฎิญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน “โดยไม่มีจุดมุ่งหมายทางกฎหมาย”

แต่คำพิพากษากลับชี้ว่า สิทธิส่วนบุคคล รวมไปถึงเสรีภาพทางศาสนา และหลักประกันการอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันของดาเคอร์ไม่ถูกละเมิด แต่ทางการเบลเยียมได้ละเมิดสิทธิการเข้าสู่กระบวนการทางยุติธรรมของเธอ โดยสภาที่ปรึกษาทางการเมืองของเบลเยียม (Conseil d’État) ออกคำตัดสินว่า การยื่นฟ้องเพื่อขอให้คำสั่งแบนนั้นไม่สามารถยื่นได้

ความคิดเห็น

comments

By admin