ไอแบงก์-กรรมการกลางอิสลามฯ ร่วมลงนาม MOU ขับเคลื่อนโครงการ “ชุมชนซื่อสัตย์” เสริมสภาพคล่องสู่ฐานรากของชุมชน ผ่านทางมัสยิด ส่งเสริมพี่น้องมุสลิมเข้าถึงสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยตามหลักการอิสลาม โดยมีมัสยิดเข้าร่วมโครงการแล้ว 367 แห่ง ใน 9 จังหวัด
เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2564 ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนมุสลิมภายใต้ “โครงการชุมชนซื่อสัตย์” ระหว่างธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี โดยมีนายวุฒิชัย สุระรัตน์ชัย กรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และ พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิารกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นผู้ลงนาม และมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลัง และอ.ประสาร ศรีเจริญ รองประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ในนามตัวแทนท่านจุฬาราชมนตรี เป็นสักขีพยาน ณ โรงแรม อัลมีรอช
นายวุฒิชัย สุระรัตน์ชัย กล่าวว่า ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการทางการเงินที่ถูกต้องตามหลักชะรีอะฮ์แห่งเดียวของประเทศไทย ปัจจุบันดำเนินกิจการมาเป็นปีที่ 18 มีจุดมุ่งหมายที่จะได้รับความเชื่อมั่น และไว้วางใจในการเป็นธนาคารหลักของพี่น้องมุสลิม ผู้ประกอบการทั่วไปที่ทำธุรกรรมกับมุสลิม ตลอดจน เป็นทางเลือกของประชาชนทั่วไป
ธนาคารตระหนักดีกว่า ธนาคารถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริม พัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม เพื่อที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องมุสลิม และพี่น้องในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยในปี 2564 ธนาคารได้ริเริม “โครงการชุมชนซื่อสัตย์” เป็นโครงการที่มีเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับฐานราก มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโอกาสให้พี่น้องมุสลิมเข้าถึงระบบสถาบันการเงิน และแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบที่สร้างควมเดือดร้อนให้แก่พี่น้องที่ติดอยู่ในกับดักความเป็นหนี้ที่ไม่เป็นธรรม และยังเป็นการกู้ยืมที่มีดอกเบี้ยขัดหลักชะรีอะฮ์ด้วย
โครงการชุมชนซื่อสัตย์ เป็นการสนับสนุนเงินทุนทางการเงินด้วยการให้สินเชื่อผ่านบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนจากคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยเป็นตัวแทนดังกล่าวต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย นับถือศาสนาอิสลาม มีอายุระหว่าง 20-70 ปี ประกอบอาชีพสุจริต ที่ไม่ขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม และมีประวัติทางการเงินที่ดี โดยวงเงินสินเชื่อที่ธนาคารพิจารณาให้ตัวแทนมัสยิด จะขึ้นอยู่กับจำนวนสัปบุรุษของแต่ละพื้นที่ โดยมีกรอบวงเงิน 200,000-1,000,000 บาท โดยผู้แทนมัสยิดจะเป็นผู้พิจารณาให้สินเชื่อกับสัปบุรุษแต่ละราย ตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย ระยะเวลาผ่อนชำระคืนภายใน 24 เดือน หรือตามที่ผู้แทนมัสยิดเห็นสมควร
โดยตั้งแต่เพื่อ พฤษภาคมที่ผ่านมา ถึง 30 พฤศจิกายน ธนาคารได้ขับเคลื่อนโครงการเข้าสู่มัสยิดสำเร็จแล้ว 367 มัสยิด ใน 9 จังหวัดประกอบด้วย ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส, สงขลา, สตูล, สุราษฏร์ธานี, ภูเก็ต, กรุงเทพมหานคร และอุบลราชธานี เบิกใช้วงเงินแล้ว 83 แห่งเป็นวงเงิน 25 ล้านบาท มีพี่น้องมุสลิมไทยรับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวแล้วกว่า 2,500 คน
อย่างไรก็ตาม จากการนำร่องโครงการในช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารเล็งเห็นเสมอว่าคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นคณะผู้บริการกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทย จะเป็นกำลังหลักสำคัญในการผลักดันโครงการนี้ เพื่อร่วมกันยกระดับความเป็นอยู่ของพี่น้องมุสลิมให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินของสถาบันการเงิน และห่างไกลจากเงินกู้นอกระบบที่ขัดต่อหลักอิสลามได้สำเร็จ
ด้าน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเป็นที่ทราบกันดีกว่าปัญหาหนี้นอกระบบเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยมาเป็นเวลานาน แม้ว่าจะมีหลายหน่วยงานพยามเข้ามาแก้แต่ก็ยังไม่หมดไป ซ้ำร้ายสถานการณ์โควิด-19 ทำให้หนี้นอกระบบเฟื่องฟูขึ้นไปอีก โดยเฉพาะชุมชนเมืองที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เห็นว่าโครงการชุมชนซื่อสัตย์นี้น่าจะมีส่วนช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลามได้ โครงการนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรม ช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจที่สามารถพึ่งตนเองได้
อ.ประสาร ศรีเจริญ รองประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ในนามตัวแทนท่านจุฬาราชมนตรี กล่าวว่าท่านจุฬาราชมนตรี ได้ฝากสิ่งสำคัญมายังรัฐบาล, ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และพี่น้องทุกท่าน โดยท่านได้แสดงความยินดีที่โครงการนี้เกิดขึ้น โดยขอบคุณรัฐบาลที่สนับสนุนโครงการนี้ผ่านทางธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ที่จะช่วยให้พี่น้องมุสลิมนั้นมีความสุขกับการปฎิบัติตนได้อย่างครบสมบูรณ์ เพื่อความว่าฮาลาลนั้นไม่ได้มีเฉพาะเรื่องอาหารการกิน แต่หมายถึงชีวิตของมุสลิมจะต้องฮาลาลในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร การทำธุรกิจ ต้องดำเนินชีวิตในกรอบของฮาลาล ที่แปลว่าอนุญาต และยังจะช่วยให้ชุมชนที่ไม่ได้มีแต่พี่น้องมุสลิม ได้มีความสุขร่วมกันในการเสริมกับโครงการที่มีอยู่แล้วในชุมชนต่างๆ
นอกจากนี้ นายวุฒิชัย สุระรัตน์ชัย ได้อธิบายเพิ่มเติมในการดำเนินการโครงการดังกล่าวว่า โครงการชุมชนซื่อสัตย์ นั้นจะดำเนินการคณะกรรมการของมัสยิดโดยตรง ในการอนุมัติวงเงินให้กับสัปบุรุษของตน รวมถึงการพิจารณาอัตรากำไรเพื่อใช้ในการบริหารจัดการ ไม่เกินกรอบที่กฎหมายกำหนด ส่วนธนาคารจะช่วยในการสร้างความรู้ และการเสริมสร้างวินัยการเงินควบคู่ไป
ด้าน นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลัง กล่าวว่า โครงการนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลในการดูแลพี่น้องประชาชนทุกคน ซึ่งพี่น้องในส่วนอื่นๆ มีสถาบันการเงินอื่นที่ดูแลอยู่แล้ว แต่สำหรับมุสลิมที่มีข้อกำหนดเรื่องดอกเบี้ยจึงทำให้เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดังกล่าว ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยจึงร่วมกับกระทรวงการคลังในการช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมจึงเกิดโครงการนี้ขึ้น จะเห็นว่าการที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีเดินทางมาเป็นประธานในวันนี้ เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับพี่น้องมุสลิม และกระทรวงการคลังพร้อมสนับสนุนธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยในการดำเนินการดังกล่าว
นายสันติ เสริมว่า ที่ผ่านมาธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยได้มีการบริหารจัดการเกี่ยวกับปัญหาหนี้ในอดีต โดยการแยกหนี้ดังกล่าวออกแล้ว และจะเห็นว่าในปัจจุบัน ธนาคารมีปัญหาหนี้เสียน้อยมาก
โดยมัสยิดที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ไอแบงก์ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือที่ 1320 iBank Call Center







