ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่เดินทางถึงบังกลาเทศท่ามกลางการอพยพจากพม่าชุดล่าสุด ได้อธิบายว่าหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านว่างเปล่า และชาวโรฮิงญาอีกหลายพันคนกำลังเดินทางมุ่งหน้ามายังชายแดน ขณะที่กองกำลังรักษาความมั่นคงพม่าได้ทวีความพยายามที่จะผลักดันชาวโรฮิงญาที่เหลือออกจากที่อยู่อาศัยเดิม
ชาวมุสลิมโรฮิงญามากกว่า 500,000 คน หลบหนีเหตุนองเลือดในพม่าในช่วงเดือนที่ผ่านมา และจำนวนผู้อพยพขยายตัวขึ้นอีกครั้ง ที่บังกลาเทศรายงานว่า ในแต่ละวันยังคงมีพลเรือนราว 4,000-5,000 คน ข้ามเข้ามาเขตแดน หลังหยุดนิ่งไปช่วงหนึ่ง
รายงานระบุว่า มีผู้อพยมากกว่า 10,000 คน รวมตัวอยู่ในฝั่งพม่าใกล้จุดข้ามแดนเข้าไปในฝั่งบังกลาเทศ เพื่อเข้าร่วมกับผู้ลี้ภัยโรฮิงญาหลายแสนคนที่อาศัยอยู่ตามค่ายผู้ลี้ภัยบริเวณชายแดนในเวลานี้
ผู้ที่อพยพเข้ามาใหม่เพิ่มสูงขึ้นอีกระลอก ด้วยสาเหตุที่โรฮิงญาระบุว่าเป็นความพยายามผลักดันครั้งใหม่ของทหารพม่าที่จะกำจัดพวกเขาที่ยังอยู่ในรัฐยะไข่ให้ออกจากพื้นที่ เป็นข้อกล่าวหาล่าสุดที่ก่อให้เกิดข้อกังขาถึงข้อเสนอของพม่าที่ระบุว่าจะเริ่มรับชาวโรฮิงญากลับประเทศ
ราชิดา เบกุม ชาวโรฮิงญาที่เดินทางมาถึงบังกลาเทศในค่ำวันจันทร์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้รับรองว่าชุมชนชาวโรฮิงญาจะปลอดภัยหากยังอยู่ในหมู่บ้านของตัวเอง
“แต่แล้วกองทัพก็มาถึง และไปที่บ้านแต่ละหลัง สั่งให้พวกเราออกจากบ้าน พวกเขาบอกว่าพวกเขาจะไม่ทำร้ายเรา แต่ในที่สุดพวกเขาก็ขับไล่เราออกจากบ้าน และเผาบ้านของพวกเรา” เบกุม กล่าวถึงการกวาดล้างของทหารที่ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องในเมืองหม่องดอ
เบกุม อายุ 30 ปี หลบหนีออกมาพร้อมกับลูกสาวและมุ่งหน้าไปที่ชายฝั่ง ที่มีชาวโรฮิงญาหลายร้อยคนรอที่จะข้ามแม่น้ำนาฟซึ่งกั้นกลางระหว่างพม่าและบังกลาเทศ
สื่อทางการของพม่ารายงานว่า โรฮิงญาเหล่านั้นเลือกที่จะหลบหนีไปแม้มีการรับประกันว่าพวกเขาจะปลอดภัย
“ฉันต้องการอยู่ที่หมู่บ้านของตัวเอง พวกเขา (เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น) บอกว่าไม่ต้องไปบังกลาเทศ ทุกอย่างจะเรียบร้อยดี และเราก็เชื่อพวกเขา แต่กลับไม่มีอะไรดีขึ้น ในที่สุดเราก็ต้องหนีออกมา” ชาวโรฮิงญาที่อยู่ในฝั่งบังกลาเทศ กล่าว
สหประชาชาติกล่าววันอังคาร (3 ตุลาคม) ว่า นับจนถึงวันที่ 30 กันยายน มีผู้ลี้ภัยข้ามเขตแดนเข้ามาในบังกลาเทศแล้ว 509,000 คน






