ผู้เชี่ยวชาญชาวบังคลาเทศออกมาแสดงความยินดีในวันเสาร์(16 พฤศจิกายน) สำหรับการตัดสินใจของศาลอาญาระหว่างประเทศในการเริ่มต้นการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบเกี่ยวกับการกดขี่ข่มเหงต่อชาวโรฮิงญาในพม่า
หลังจากที่ได้รับการร้องขอจากหัวหน้าฝ่ายอัยการของ ICC คือ Fatou Bensouda เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุดศาลได้อนุมัติการไต่สวนข้อกล่าวหาที่โหดร้ายที่ดำเนินการโดยพม่าเมื่อปี พ. ศ. 2559 ซึ่งเจ้าหน้าที่สอบสวนของสหประชาชาติเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น “การกวางล้างทางชาติพันธุ์”
Delwar Hossain ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียตะวันออกของกระทรวงการต่างประเทศบังคลาเทศกล่าวว่าคดีดังกล่าว“ มีความอ่อนไหวมาก”
สำหรับบังคลาเทศ “เราพิจารณาเรื่องต่าง ๆ เช่นเดียวกับประชาคมระหว่าง ที่นี่ ICC จะดำเนินการสอบสวนอย่างอิสระ และเราจะไม่แทรกแซงหรือขัดขวางกระบวนการสอบสวนของพวกเขา” Hossain กล่าวกับข่าวอาหรับนิวส์
“เหมือนกับก่อนหน้านี้เมื่อทีม ICC เดินทางเยือนบังคลาเทศเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงของชาวโรฮิงญาพวกเขาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระทุกที่ที่พวกเขาต้องการ เราอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนไหวของพวกเขา” เขากล่าวเสริม
ศาสตราจารย์ Akmol Hossain แห่งมหาวิทยาลัยธากากล่าวว่าในฐานะผู้ลงนามในปฎิญญากรุงโรม บังคลาเทศจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ และข้อบังคับของ ICC โดยหลักการแล้วการเคลื่อนไหวล่าสุดของ ICC ถือเป็น“ ชัยชนะ”
สำหรับบังคลาเทศ “ICC จะสอบสวนการกดขี่ข่มเหงชาวโรฮิงยาด้วยตัวเอง แกมเบียได้ยื่นเรื่องดังกล่าวต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจากความรับผิดชอบร่วมกันของทุกประเทศ ตอนนี้เป็นที่รับรู้ว่าความอยุติธรรมเกิดขึ้นกับชาวโรฮิงญาในพม่าเป็นอย่างมาก” Hossain กล่าว
“เมื่อการสอบสวนอย่างเต็มที่ต่อพม่าเริ่มขึ้นก็จะสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อประเทศ บังคลาเทศจำเป็นต้องดำเนินความพยายามทางการทูตต่อไปในหมู่ประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อสร้างแรงกดดันต่อพม่ามากขึ้นซึ่งอาจสร้างโอกาสในการส่งตัวชาวโรฮิงญากลับมาอย่างยั่งยืน” เขากล่าว
อดีตเอกอัครราชทูต Rashed Ahmed Chowdhury กล่าวว่าการตัดสินใจของ ICC คือ“ การพัฒนาที่เป็นมิตรที่สุด”
พม่าจะไม่ยอมรับชาวโรฮิงญาถ้าปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข เขากล่าว
“นี่เป็นแรงกดดันที่แท้จริงต่อพม่า และจะนำวิธีแก้ปัญหาบางอย่างมาใช้” อดีตทูตรายนี้ กล่าว
“ตอนนี้กฎหมายระหว่างประเทศจะใช้แนวทางของตนเองในการสืบสวนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เป็นการยากที่จะคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้น”
ขณะนี้บังคลาเทศเป็นเจ้าภาพดูแลชาวโรฮิงญาเกือบ 1.2 ล้านคนในค่ายผู้ลี้ภัยที่ไม่มั่นคงใน Cox’s Bazar ซึ่งถือเป็นชุมชนผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2560 ชาวโรฮิงญากว่า 750,000 คนหลบหนีไปยังประเทศบังคลาเทศเพื่อหลบหนีการกดขี่ข่มเหงในบ้านเกิด
องค์การสหประชาชาติได้กล่าวว่าการโจมตีชาวโรฮิงญามี “เจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”






