1. อุปสงค์ (Demand)
อุปสงค์ คือ ปริมาณสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคเต็มใจและสามารถซื้อได้ ณ ระดับราคาต่าง ๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง
กฎของอุปสงค์: เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น ปริมาณที่ต้องการซื้อจะลดลง (ถ้าปัจจัยอื่นคงที่) และในทางกลับกัน
ถ้าราคาไอศกรีมแท่งละ 20 บาท คนซื้อ 100 แท่ง ถ้าราคาขึ้นเป็น 30 บาท คนอาจซื้อเหลือ 60 แท่ง เพราะบางคนเห็นว่าราคาแพงเกินไป
2. อุปทาน (Supply)
อุปทาน คือ ปริมาณสินค้าและบริการที่ผู้ผลิตเต็มใจและสามารถนำออกขายได้ ณ ระดับราคาต่าง ๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง
กฎของอุปทาน: เมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น ปริมาณที่นำออกขายจะเพิ่มขึ้น (ถ้าปัจจัยอื่นคงที่)
ถ้าราคาข้าวสูงขึ้น ชาวนาจะมีแรงจูงใจปลูกข้าวมากขึ้นและนำออกขายมากขึ้น เพราะได้กำไรสูงขึ้น
3. กลไกราคา (Price Mechanism)
กลไกราคาคือระบบที่ราคาถูกกำหนดโดยปฏิสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์และอุปทานในตลาด
- ถ้าราคาสูงเกินไป → อุปทานมากกว่าอุปสงค์ → ราคาลดลง
- ถ้าราคาต่ำเกินไป → อุปสงค์มากกว่าอุปทาน → ราคาสูงขึ้น
- เมื่ออุปสงค์ = อุปทาน → เกิดราคาดุลยภาพ
ถ้ามะม่วงราคาถูกมาก คนซื้อเยอะแต่ชาวสวนไม่อยากขาย → ของขาด → ราคาขึ้น ถ้าแพงเกินไป คนไม่ซื้อ ชาวสวนขายไม่ออก → ราคาลด จนถึงจุดที่ปริมาณซื้อ = ปริมาณขาย
ถ้าอากาศร้อนจัด อุปสงค์ไอศกรีมเพิ่ม → ราคาอาจสูงขึ้นชั่วคราว ถ้ามีเทคโนโลยีใหม่ทำให้ผลิตถูก → อุปทานเพิ่ม → ราคาอาจลดลง
4. ระบบเศรษฐกิจ
4.1 ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (ตลาดเสรี)
เอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต การตัดสินใจผลิตและบริโภคขึ้นกับกลไกราคา รัฐแทรกแซงน้อย
4.2 ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (วางแผนจากส่วนกลาง)
รัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตหลัก วางแผนการผลิตและจัดสรรทรัพยากรจากส่วนกลาง
4.3 ระบบเศรษฐกิจแบบผสม
มีทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ กลไกราคายังทำงาน แต่รัฐเข้าแทรกแซงเมื่อจำเป็น เช่น ควบคุมราคา จัดสวัสดิการ
ประเทศไทยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบผสม มีภาคเอกชนแข็งแรง แต่รัฐมีบทบาทในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ควบคุมราคาบางสินค้า และจัดสวัสดิการสังคม
รัฐอาจกำหนดราคาสูงสุดของสินค้าจำเป็น เช่น น้ำมัน หรือราคาต่ำสุดของพืชผลเกษตร เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคหรือเกษตรกร แต่การแทรกแซงมากเกินไปอาจทำให้ตลาดบิดเบือน
5. สรุปประเด็นสำคัญ
- อุปสงค์และอุปทานกำหนดราคาในตลาด
- ราคาดุลยภาพเกิดเมื่ออุปสงค์เท่ากับอุปทาน
- ระบบเศรษฐกิจมีหลายแบบ ไทยใช้ระบบผสม
- กลไกราคาช่วยจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพในหลายกรณี