1. ทำไมถึงเรียกว่า “เสียงพิเศษ”?

เสียงเหล่านี้ไม่มีตรงเป๊ะในภาษาไทย หรือคนไทยมักออกเสียงผิดบ่อยที่สุด

ถ้าออกผิด คนญี่ปุ่นอาจฟังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจเป็นคำอื่น

2. し (shi)

ออกเสียงคล้าย “ชิ” โดยปลายลิ้นอยู่ใกล้เพดานปากส่วนหน้า

  • ไม่ใช่ “ซิ” (si)
  • ไม่ใช่ “ชี” ที่ยาว
  • เสียงเสียดแทรก [ɕi]

3. ち (chi)

ออกเสียงคล้าย “จิ” หรือ “ch” ในคำว่า “chair”

  • ไม่ใช่ “ทิ” หรือ “ติ”
  • เป็นเสียงกักเสียดแทรก [tɕi]

4. つ (tsu)

ออกเสียง “ซึ” โดยมีเสียง t นำหน้าเล็กน้อย แล้วตามด้วย “ซึ”

  • ไม่ใช่ “สุ” หรือ “ซุ” ธรรมดา
  • ลิ้นแตะปุ่มเหงือกแล้วปล่อยพร้อมเสียงเสียดแทรก [tsɯ]
  • คนไทยมักออกเป็น “ซุ” หรือ “ทซุ” ที่หนักเกินไป
เทคนิค: พูดคำว่า “cats” แล้วหยุดที่เสียง “ts” → นั่นคือต้นทางของ つ

5. ふ (fu)

ออกเสียงโดยเป่าลมผ่านริมฝีปากที่เกือบชิดกัน (ไม่ใช่ฟันกับริมฝีปากแบบ “ฟ” ไทย)

  • ใกล้เคียง “ฟุ” แต่ลมอ่อนกว่า
  • ไม่ใช่ “ฮุ” และไม่ใช่ “ฟู” เต็มๆ
  • สัญลักษณ์สัทศาสตร์ [ɸɯ]
เทคนิค: ทำปากเหมือนจะเป่าเทียนเบาๆ แล้วออกเสียง “อึ”

6. แถว ら (ra ri ru re ro)

เสียงนี้ไม่มีตรงในภาษาไทยหรืออังกฤษ

  • ปลายลิ้นแตะปุ่มเหงือกเบาๆ แล้วปล่อยทันที
  • ไม่ใช่ R ที่ม้วนลิ้น (อังกฤษ)
  • ไม่ใช่ L ที่กดแน่น (อังกฤษ)
  • ใกล้เคียง “ร” ภาษาไทยที่เบาและสั้นมาก หรือเสียง flap

7. ฝึกเปรียบเทียบเสียงที่คล้ายกัน

เสียงตัวอย่างความหมาย
shi / chi / tsu
su / tsu
fu / ho

สรุปบทที่ 4

  • し = ชิ, ち = จิ, つ = ซึ (มี t), ふ = ฟุ (เป่าลม)
  • ら行 = ลิ้นแตะแล้วปล่อยเร็ว
  • ฝึกฟังและพูดเปรียบเทียบบ่อยๆ จนแยกแยะได้