Sunday, 19/11/2017 | 4:08 UTC+7
i-News

ปัญหาฮัจญ์แก้ได้ด้วยอิสลาม

แต่ละปีการเดินทางไปร่วมประกอบพิธีฮัจญ์ของพี่น้องมุสลิมชาวไทย มักจะพบกับปัญหาต่างๆ ที่ซ้ำซาก เป็นปัญหาเดิมๆ ในทุกๆ ปี บางปีก็อาจจะมีปัญหาใหม่เข้ามาบ้าง แต่ส่วนมากก็ปัญหาเดิมๆ น่าแปลกใจที่ทำไมปัญหาเหล่านี้กลับไม่ได้รับการแก้ไขเหมือนอารยะประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, บรูไน หรือสิงค์โปร ซึ่งล้วนแต่เคยผ่านปัญหาเหล่านี้มาแล้วทั้งนั้น แต่เขาแก้ปัญหาผ่านไปได้จนแทบไม่มีปัญหาอะไรเลยในตอนนี้

“ผมเริ่มทำงานในเรื่องฮัจญ์ตั้งแต่ปี 2526 ไปช่วยงานหมัดการาจี” แซะห์อับดุลลาตีฟ สุขถาวร หรือ แซะห์เต็บ เล่าถึงประการเริ่มต้นเข้ามาทำงานในเรื่องของการจัดบริการฮัจญ์

ปัญหาฮัจญ์

โดยแซะห์เต็บบอกว่า มักจะเล่าให้ฮุจญาตฟังถึงปัญหาต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตตั้งแต่การเดินทางด้วยเรือ มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี แต่ก็ยังคงเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น โดยเฉพาะในด้านของการปฎิบัติ ซึ่งฮุจญาตไม่รู้ข้อมูลเบื้องต้นในการประกอบพิธิฮัจญ์ เหมือนที่อิหม่ามมัสยิดฮารอม ได้กล่าวเน้นในคุตบะว่า ให้มีการอบรม ให้มีการเรียนการสอน เหมือนกับที่ท่านนบี มูฮัมหมัดศ็อลลั๊ลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้ทำไว้เป็นตัวอย่าง ซึ่งท่านนบีได้คุตบะถึง 4 ครั้งทั้งก่อนการเริ่มพิธีฮัจญ์ และขณะประกอบพิธีฮัจญ์ในการสอนศ่อฮาบะห์ 2 แสนที่ร่วมประกอบพิธีฮัจญ์ทั้งที่มาจากมักกะห์ และมดีนะห์ โดยเฉพาะคุตบะห์ในวันอารอฟะห์ ทำให้เราได้เห็นว่าคนที่มาร่วมประกอบพิธีฮัจญ์นั้นไม่ได้รู้ทุกขั้นตอนหรอก และการให้ความรู้เป็นขั้นเป็นตอนจะช่วยทำให้ฮุจญาตได้เข้าใจหลักการในการประกอบพิธีฮัจญ์ที่แท้จริงมากขึ้น

“หนึ่งในซุนนะห์ หรือแบบอย่างของท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลั๊ลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ที่จะเน้นเมื่อไปประกอบพิธีฮัจญ์ให้เราทำความรู้จักกัน, ช่วยเหลือกัน, รักกัน และหยิบยื่นให้กันและกัน กล่าวคำพูดที่ไพเราะต่อกัน น่าเสียดายที่ภาพรวมที่ท่านนบีสอนเอาไว้ไม่ได้ถูกนำมาปฎิบัติ ปัญหาจึงเกิดขึ้น” แซะห์เต็บกล่าว

i-News 57-11-02_Page_01เช่นการใช้กำลังเหยียบย่ำผู้ที่อ่อนแอกว่า แม้กระทั้งในลานตะวาฟ หรือในช่วงของการขว้างเสาหินในอดีตที่เคยมีปัญหากระทบกระทั้งถึงขนาดรถพยาบาลต้องไปจอดรอรับผู้ที่บาดเจ็บ ซึ่งทางการซาอุดิอาระเบียก็ได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีการสร้างห้องน้ำตลอดเส้นทางเดินระหว่างอะรอฟะห์ มาถึงมุดลีฟะห์ จะมีห้องน้ำทุกๆ 50 เมตร แยกชายหญิงชัดเจน และทางเดินก็ปูอิฐทางเดินอย่างดี มีสปริงเกอร์คอยฉีดน้ำให้ความเย็นตลอดเวลา ถือเป็นภาพรวมของปัญหาที่ทางการซาอุฯได้แก้ไขแล้ว ส่วนเรื่องของเต็นท์พักที่มีนาซึ่งมีสภาพเก่าเกิน 10 และเสียบ่อย ซ่อมไม่ได้ ได้ข่าวว่าปีหน้าทางการซาอุฯจะดำเนินการเปลี่ยนแอร์เก่าที่หมดสภาพเหมือนกัน

“นี่คือภาพรวมของปัญหาที่ทางการซาอุดิอาระเบียได้แก้ไขแล้ว”

แซะห์เต็บเปิดเผยอีกว่าประเด็นที่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในซาอุดิอาระเบียคือเรื่องรถที่มาบริการฮุจญาต อาจจะเกี่ยวข้องกับส่วนของผู้แทนฮัจญ์ไทยที่อาจยังไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพียงพอเจรจาต่อรอง ปล่อยให้มีการใช้รถที่เก่า ใกล้ปลดระวางมาบริการฮุจญาตไทย ทำให้บางทีเดินทางไปรถเสียกลางทาง บางคันก็แอร์ไม่เย็น บางทีคนนำทางก็ไม่ชำนาญเส้นทาง บอกทางคนขับผิดจนหลงทาง ส่งฮุจญาตก็ไม่ถึงปลายทาง ส่งกลางทางก็มี ซึ่งเป็นปัญหาซ้ำซากไม่รู้ว่าทำไมยังไม่ได้รับการแก้ไข

ปัญหานี้เป็นหน้าที่การเจรจา และการจัดหาของคณะผู้แทนฮัจญ์ไทยที่ทางกรมศาสนาส่งไป ต้องเป็นที่ยอมรับ และเข้มแข็ง  ที่ต้องดำเนินการเพราะค่าใช้จ่ายส่วนนี้ฮุจญาตต้องจ่ายล่วงหน้าไปแล้วให้กรมศาสนาคนละ 13,000 บาท เป็นค่าเหยียบเมือง ค่ารถ ค่าเต็นท์ที่มีนาฯ อย่างของอินโดนีเซียคน 2 แสนคนทำไมเขาไม่มีปัญหา ทั้งที่พักก็อยู่ใกล้ๆ คนไทย เป็นปัญหาของไทยไม่ใช่ซาอุฯ เช่นในปีที่ ดร.อิสมาแอลลุตฟี จะปะกียา เป็นอมีรุ้ลฮัจญ์ ปีนั้นปัญหาน้อยมาก และประเทศไทยยังได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมแซะห์ในอาเซียนทั้งหมด แต่หลังจากนั้นมาปัญหาก็เกิดอีกเหมือนเดิม

“ความสัมพันธ์เราก็รู้ๆ อยู่ว่าเป็นอย่างไร แต่ทางซาอุฯเขาแยกเรื่องฮัจญ์ออก ปัญหาคือเราไม่มีผู้ใหญ่ที่น่าเชื่อถือไปเจรจาอย่างแท้จริง”

ตามขึ้นตอนของกรมศาสนา ถ้าเราต้องการไปฮัจญ์ลงทะเบียนเลยเราต้องจ่ายทันที 13,000 บาท ให้กรมศาสนา กรมศาสนาจะเก็บเงินจำนวนดังกล่าวไว้จนกว่าจะถึงคิวที่เราได้เดินทาง เงินจำนวนนี้จะใช้เป็นดาฟที่ติดไปพร้อมกับพาสปอตในวันที่เราเดินทาง เงินจำนวนนี้มหาศาลนับร้อยล้านที่กรมศาสนาดูแลกว่าจะไปจ่ายจริงให้กับทางการซาอุฯ ตอนนี้คิวจองแล้วไปถึงปี 60

การแก้ปัญหานี้คงต้องแก้ปัญหาที่ต้นทางด้วยในส่วนของ พ.ร.บ.บริหารกิจการฮัจญ์ ถ้าเราให้คนที่ไม่ใช่มุสลิมมาดูแลเขาก็อาจไม่เข้าใจปัญหา และไม่ได้แก้ไขอย่างจริงจัง เช่นการที่กรมศาสนาส่งคนที่ไม่ใช่มุสลิมไปดูแล เขาก็ไปนอนอยู่ญิดดะเข้ามาดูแลฮุจญาตไม่ได้ และก็ไม่รู้ปัญหาอย่างแท้จริง มีการคุยกันว่าถ้าให้เรื่องฮัจญ์มาอยู่ในการดูแลของสำนักนายก แล้วให้มุสลิมระดับสูงเข้ามาบริหารงาน น่าจะได้รับการยอมรับมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ก็มีข่าวว่าจะให้การดูแลรับผิดชอบเรื่องฮัจญ์ไปอยู่กับสำนักจุฬาราชมนตรีเหมือนกัน เพราะว่าปัญหาการขออนุมัติวีซ่าไม่ได้ผ่านกรมการศาสนาแล้ว แม้ว่าการลงทะเบียนจะอยู่ที่กรมศาสนา แต่การออนไลน์เข้าไปในระบบเพื่อขอวีซ่าไม่ได้อยู่ที่กรมศาสนา ทำให้ปีนี้เกิดปัญหา

“คนที่ลงทะเบียนไว้กับกรมศาสนาไม่ได้ไป แต่คนที่ไม่ได้ลงทะเบียนได้ไป” แซะห์เต็บกล่าว

เป็นการส่งข้อมูลออนไลน์เข้าไปที่กระทรวงฮัจญ์ของซาอุดิอาระเบียโดยตรง เหมือนกับระบบอุมเราะห์ ทำให้การลงทะเบียนไว้กับกรมศาสนาก็ไม่มีความหมายอะไร และไม่ได้มีหลักประกันอะไรว่าจะได้ไปฮัจญ์ เหมือนกับปีที่ผ่านมา

กรมศาสนาส่งคนที่มนุษย์สัมพันธ์ไม่ดี และไม่ใช่มุสลิมไปประสานกับสถานทูตเรื่องวีซ่า ทำให้มีการกระทบกระทั่งกัน ทั้งที่ปีนี้เป็นปีแรกที่ทางการซาอุฯใช้ระบบดังกล่าว ซึ่งจะเป็นการลงทะเบียนตรงไปที่ซาอุฯ ไม่ว่าจะลงทะเบียนไว้กับกรมศาสนาหรือไม่ พอครบตามโควต้าแล้วระบบก็จะตัดเลย แล้วทางสถานทูตซาอุฯ ก็จะออกวีซ่าให้ตามข้อมูลเลขโมฟาของกระทรวงฮัจญ์ของซาอุดิอาระเบีย โดยไม่เกี่ยวกับกรมการศาสนาของประเทศไทย

“ปัญหาที่เกิดเนื่องจากกรมศาสนาไม่ได้ส่งรายชื่อตามโควต้าส่งไปที่กระทรงฮัจญ์ ซาอุดิอาระเบีย”

ทำให้คนที่ไปก็ไม่สบายใจ และตกเป็นจำเลยว่าไปเบียดบังคนที่ลงทะเบียนไว้ตามโควตาหรือเปล่า ซึ่งคนที่ได้ไปเขาก็ไม่รู้ขั้นตอนการดำเนินการ แต่เป็นปัญหาที่กรมการศาสนาไม่ยอมประสานงานกับกระทรงฮัจญ์ของซาอุดิอาระเบียโดยตรง โดยปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับประเทศไทย แต่เกิดขึ้นทั่วโลกเพราะเป็นการใช้ระบบใหม่ของทางซาอุฯเป็นปีแรก ซึ่งปัญหานี้จะถูกนำเข้าคุยในที่ประชุมที่สำนักจุฬาราชมนตรี ในการประชุมครั้งต่อไปเพื่อหาทางไม่ให้คนที่ไม่ได้ออนไลน์ไว้กับกรมศาสนาได้ไปอีก

การดำเนินกิจการฮัจญ์ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยก็ต้องเข้าคิวรอโควตาเหมือนของไทย อย่างอิโดนีเซียคิวตอนนี้ 10 ปี มาเลเซียอย่างน้อยก็ 5 ปี เดี่ยวนี้จึงนิยมไปอุมเราะห์กันก่อน

ทุกประเทศรู้กันว่าเรื่องฮัจญ์มีผลประโยชน์ ในต่างประเทศรู้กันว่าต้องมีอย่างน้อย 1,000 เหรียญสหรัฐ ถ้าจะให้ได้วีซ่าโดยไม่ผ่านทางการ เป็นวีซ่าที่รู้กันระหว่างสถานทูต ถ้าเมืองไทยก็อย่างน้อยต้อง 30,000 บาท

ปัญหาหลักที่ซาอุฯคือการปฎิบัติหน้าที่ของผู้แทนไทยไม่เป็นเอกภาพ หน่วยงานที่ทำงานได้ดีที่สุดก็กระทรวงสาธารณสุข นอกนั้นก็ไม่เป็นเอกภาพ แม้แต่เจ้าหน้าที่กรมศาสนา กับผู้แทนของสำนักจุฬาฯ ก็ยังไม่ร่วมมือกัน อมีรุลฮัจญ์ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะงบประมาณต้องผ่านจากกรมศาสนา ทำทุกอย่างก็ต้องขึ้นกับกรมศาสนา แม้แต่ปีนี้ห้องพักที่กรมศาสนาเตรียมไว้ก็ไม่ได้เตรียมไว้ให้เจ้าหน้าที่อขงสำนักจุฬาราชมนตรี

ส่วนปัญหาในการปฎิบัติสำหรับผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์เป็นครั้งแรกปัญหาหนึ่งคือเรื่องการตะวาฟ, สะแอ ในเรื่องของการจัดระเบียบที่เราสู้ของอินโดนีเซียไม่ได้ ซึ่งของอินโดนีเซียเขาจะให้มีการเข้าคอสอบรมก่อน ขณะที่มาเลเซียเขาก็จะจำลองสถานที่ไว้ให้ฮุจญาตได้ทดลองปฎิบัติก่อนเดินทาง แต่ของเรายังไม่มีเลย ไม่มีการจัดอย่างเป็นรูปธรรมเช่นมีการอบรมอย่างน้อย 3 – 7 วัน แต่นี่แค่ 3 ชั่วโมงแล้วก็จบกันไป จึงทำให้พอไปถึงจริงก็ไม่มั่นใจที่จะปฎิบัติ จึงอยากเน้นว่าถ้าเป็นไปได้มีโอกาสก็ให้ไปอุมเราะห์ก่อน

หรือทางสำนักจุฬาฯ หรือกรรมการกลางอิสลามน่าจะมีการจำลองสถานที่ไว้สำหรับให้ฮุจญาตได้เอาไว้เรียนรู้การปฎิบัติต่างๆ ก่อนเดินทางจริงเหมือนที่อื่น

ฮัจญ์เหมือนนบี

เรื่องนี้เป็นรูปธรรมที่สุดในสมัยของดร.อิสมาแอลลุตฟี ได้มีการเรียกประชุมผู้ประกอบกิจการฮัจญ์ และขอร้องให้คนไทยในปีนั้นออกตัรบียะห์ ซึ่งทุกคนก็ยอมตามคำร้องขอของอมีรุลฮัจญ์ในปีนั้น มีปัญหาอย่างเดียวเรื่องกอศ็อร หรือไม่กอศ็อร เท่านั้น เรื่องนี้ ดร.อิสมาแอลลุตฟี ได้อธิบายไว้ชัดเจนว่าการทำฮัจญ์เป็นเรื่องเฉพาะกาลไม่ใช่เรื่องปัญหาการเดินทาง แต่เป็นการทำตามแบบที่ท่านนบีทำไว้ น่าเสียดายที่สิ่งนี้ไม่ถูกดำเนินการต่อ

แต่มีปัญหาที่ผู้ประกอบการเอาไปเป็นจุดขายเรื่องการทำอุมเราะห์ ก่อนพิธีฮัจญ์ ทำทั้งเช้า-เย็น แข่งกันว่าไปกับผู้ประกอบการรายใหนทำอุมเราะห์ได้มากกว่ากัน โดยยกหลักฐานที่ไม่มีที่มาอ้างว่าทำอุมเราะห์ 7 ครั้งเท่ากับทำฮัจญ์หนึ่งครั้ง ทั้งที่หลักฐานที่มีระบุไว้คือการทำอุมเราะห์ครั้งเดียวก่อนพิธีฮัจญ์ แข่งกันจนกระทั้งฮุตญาจบางคนก็ป่วยไปอารอฟะห์ไม่ไหว บางคนก็เสียชีวิต ถือว่าผิดพลาด และยังไม่ได้รับการแก้ไข เลยทำให้ภาพรวมออกมาเสียหาย

โดยการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบกิจการฮัจญ์ทางกรมศาสนากำหนดเพียงต้องมีวัตถุประสงค์บริษัทเรื่องบริการฮัจญ์และอุมเราะห์ โดยไม่ได้ระบุเรื่องมาตรฐานความรู้ ถ้าผู้เป็นพ่อเป็นแซะห์อยู่แล้วอาจเสียชีวิตลูกก็สามารถจัดฮัจญ์ต่อได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานศาสนา ฮุจญาตไปด้วยไม่รู้เรื่องก็มอบหมายกับแซะห์

ดังนั้นการแก้ไขเรื่องศาสนานั้นสำคัญที่สุด “ตราบใดที่แซะห์ไม่มีจุดยืนในเรืองของหลักการที่ว่าไปฮัจญ์ต้องตามรูปแบบของท่านรอซูลศ็อลลั๊ลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมแล้วละก็ ปัญหาก็ไม่จบ” แซะห์เต็บกล่าว

แซะห์เต็บกล่าวอย่างเป็นห่วงอีกว่า “คนทำฮัจญ์ 3 ล้านคนจะมีกี่คนที่ได้ฮัจญ์จริงๆ เหมือนที่ท่านนบีบอกว่า ในอาดิริซมาน คนจะแห่ไปทำฮัจญ์ แต่ไม่ได้อะไรกับมา”

ปัจจุบันไปทำฮัจญ์กันเหมือนกับไปท่องเที่ยว ไปถ่ายรูปกัน แล้วมาคุยอวด โดยเฉพาะที่มะก่อมท่านนบี ทุกคนจะถือโทรศัพท์คอยถ่ายรูป ขณะที่ผู้ดูแลจะคอยเตือนว่า “คุณมาทำอะไรกัน ไม่ใช่มาท่องเที่ยว คุณมาทำฮัจญ์ มาเรื่องศาสนากันนะ” ปัญหาเกิดจากแซะห์ไม่ให้ความรู้

ขณะที่ความเจริญที่มากขึ้นจะทำให้คนแข่งขันกันไปนอนสบาย หาอาหารดีๆ กิน ไปช็อปปิ้ง ทำให้คนที่นอนอยู่ข้างมัสยิดฮารอมแต่ตัวไม่ได้ลงมาละหมาด แต่นอนดูทีวีแล้วละหมาดในโรงแรมแทน

เราพยายามทำให้ตกตามแบบของท่านนบี เราพาคนเดินจากอารอฟะห์ แล้วไปต้องถามว่ากี่กิโลเมตร บางคน 70-80 ก็เดินได้ แต่บางคน ยังหนุ่มๆ ก็ถอดใจไปไม่ไหว

เราพยายามจำลองแบบที่นบีทำที่ท่านนำศ่อฮาบะห์เป็นแสนคนเคลื่อนออกจากอารอฟะห์ ท่านนบีบอกกับศ่อฮาบะห์ ให้ไปอย่างสงบ อย่ารีบแร่ง แต่ภาพที่เห็นในปัจจุบันเราจะเห็นแต่ความโกลาหนวุ่นวาย และอธรรมคนที่อ่อนแอ่ เราก็ให้กำลังใจกับฮุจญาตว่า สงบนะ อย่ารีบแร่ง แล้วอัลลอฮฺจะให้ทางออก

“ทำไมเราต้องยอมเหนื่อย เพราะอยากเห็นคนไปฮัจญ์ได้ฮัจญ์จริงๆ” “ถ้าเราผ่านอารอฟะห์ มุดลีฟะห์ ที่เราเดินเท้า นอนบนถนนได้ อะไรที่คิดว่าลำบากบนโลกนี้ถือว่าเล็กน้อยมาก” แซะห์เต็บกล่าว

แซะห์เล่าอีกว่าความลำบากในวันนั้นเหมือนออกสงคราม เหมือนที่ท่านหญิงอาอีชะห์ถามท่านนบีว่า ต้องการทำญิฮาดเหมือนกับผู้ชาย นบีบอกว่า การไปทำฮัจญ์ที่มับรูรของเธอก็เหมือนกับการญิฮาดแล้ว

เมื่อก่อนผมก็ทำเหมือนคนอื่น แต่หลังจากได้รับความรู้จาก อ.อิสมาแอล วิสุทธิปราณี และอ.ซาฟีอี นภากร ที่ท่านได้จัดฮัจญ์แล้วสอนว่า ให้ทำเหมือนที่นบีบอกว่า ฮัจญ์ต้องเอาแบบอย่างจากฉัน ทั้งที่ก็เคยเรียนมาเหมือนกันรู้ แต่กลับมาผู้ให้เขาทำ เราก็ทำตามเขา ทำให้กลับมาทบทวนแล้วก็รณรงค์ในการออกตัรบียะห์กันเรื่อยมา

อยากฝากพี่น้องว่าเราจ่ายเงินไปเกือบสองแสนไปฮัจญ์แล้วเราได้อะไรกลับมาบ้าง อย่างปีนี้ให้ความสนใจกันเรื่องฮัจญีอักบัร แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจฮัจญีที่มับรูรเลย สัญญาณคือการที่เรากลับมาแล้วเปลี่ยนแปลงตัวเองมุ่งหน้าอาคีเราะห์ ถ้ากลับมาแล้วเหมือนเดิมถือว่าน่าเสียดายมาก….

 

คลิกที่ภาพเพื่อดูหนังสือพิมพ์ทั้งฉบับ

i-News 57-11-02_Page_01

ความคิดเห็น

comments

About